วันศุกร์ที่ 14 สิงหาคม พ.ศ. 2552

หูฟังที่น่าหามาลอง#1

ในชีวิตนี้ก็มีอยู่ช่วงหนึ่งที่ชอบฟังเพลงเอามากๆ สมัยก่อนจำได้ว่าของ SONY ดังมากและคิดว่าดีที่สุดแล้ว พอเริ่มมีเงินก็ซื้อWalkman นี่แหละเครื่องแรก ราคาประมาณ1590 บาทตอนนั้นลองเอาให้ใครฟังนี่เป็นติดใจทุกคน สักพักก็ขยับขึ้นมาอีกลงทุนครั้งใหญ่กับรุ่นAutomatic เต็มรูปแบบด้วยราคาค่าตัว 6900 บาท แต่โชคร้ายที่ ส่วนตัวคิดว่าเสียงมันไม่ต่างกันเลยว่ะ แล้วก็เว้นวรรคไปฟังเครื่องเสียงในเธคอยูเกือบปี(ติดเที่ยวน่ะ)ช่วงเครื่องเล่น CD Walkman ทำตลาดนั้นไม่ได้สนใจซื้อมาลองเพราะส่วนตัวคิดว่ามันคงเป็น

ช่วงเวลาสั้นๆ ซึ่งก็จริง(ไม่ได้หยั่งรู้อะไรหรอกอ่านเอาในหนังสือทั้งนั้น) และแล้วก็มาถึงยุคของMP 3 ยุคเริ่มต้น จำได้ว่ามันมาควบคู่ไปกับ ยุคของ โทรศัพย์มือถือ ก็อาศัยฟังในมือถือนี่แหละ

ตอนนั้นไม่คิดที่จะซื้อเครื่องเล่นMP3 อีกเลยก็มีอยู่วันนึงไปเดินเล่นตามศูนย์ ไอทีนี่แหละเห็นตัว IPOD NANO G3 วางอยู่ในตู้

แล้วราคาก็ไม่ค่อยแพงแล้ว พอจะซื้อได้ ก็ซื้อสิครับ หลังจากนั่งงงอยู่ 1 คืนก็ได้ฟังเพลงสมใจแล้วหลังจากนั้นก็เลิกหาซื้อมือถือแบบ Multimedia อีกเลย แต่กลายมาเป็นซื้อเครื่องเล่นMP 3 แทน ก็มีโอกาสได้สัมผัสมาหลายยี่ห้อทั้งของเพื่อนและของตัวเอง ก็ได้ค้นพบว่าหูฟังที่แถมมากับเครื่องเนี่ยคุณภาพมันก็พอตัวเลยนะ เพราะได้ออกแบบมาให้เข้ากับเครื่องเล่นอย่างพอเหมาะอยู่แล้ว แต่บางครั้งบางเพลงก็ยังให้เสียงที่ไม่ถึงที่สุด

คนเราย่อมต้องอยากฟังเพลงที่เราชอบให้เพราะมากยิ่งขึ้นไปอีกจึงทำให้เราแสวงหาหูฟังอื่นๆมาเพิ่มเติมเพื่อตอบสนองอารมณ์ของเพลงที่ขาดหายไป

บทความนี้ก็คงไม่เจาะลึกถึงกึ๋นหูฟังแต่ละยี่ห้อมากเท่าไรนัก แต่ก็พอช่วยแนะนำหูฟังที่คุณภาพสมราคา และเป็นที่นิยมด้วยปัจจัยที่เหมาะสม


SONY

นี่เป็นหูฟังยี่ห้อแรกที่คนทั่วไปจะนึกถึงซึ่งรวมทั้งผมด้วย ด้วยเป็นแบรนด์ที่ดีและไปที่ไหน

ก็มีขาย รูปทรงก็สวยงามทั้งยังไม่สามารถลองฟังเสียงก่อนได้ แต่คนส่วนใหญ่ก็เชื่อในคุณภาพ

เรื่องเสียงผมว่าความที่เป็นแบรนด์ที่แพร่หลาย เสียงที่ได้จึงมีมาตรฐานแต่ไม่โดดเด่น เพื่อให้ฟัง

เพลงได้ทุกรูปแบบนั่นเอง ที่โดดเด่นจริงๆก็มี Sony MDR-E888 สไตล์เสียงใสปิ๊ง ให้เบสที่นุ่ม

soundstage ที่กว้างในระดับกำลังดี เป็นหูฟังที่เหมาะกับการฟังเพลง Jazz และเพลง POP




ตัวนี้แหละคือ E888 ที่นักฟังเพลงที่ได้ลองฟังแล้วต้องแนะนำให้เพื่อนไปหามาลองฟังบ้าง
ด้วยDriver ที่ใหญ่จึงช่วยให้มันสร้างเสียงที่ดีและมีมิติมาก ผมว่าน่าจะเป็นหูฟังที่ฟังแล้ว
รู้สึกผ่อนคลายหายเหนื่อยจริงๆ
ราคาที่ขายตามเน็ตอยู่ราวๆ 800 บาทนะที่เคยเห็นแต่ไม่แน่ใจว่าแท้หรือเปล่า(ถ้าก็อปก็ ก็อปเกรด A)
ที่ศูนย์นี่หายากแล้วถ้ามีก็อาจจะแพงใช่เล่น
นี่อีก EX71 เป็นรุ่นที่ทำให้เกิดกระแสความนิยมอยู่พักนึง น่าจะเป็นตัวที่ทำคนทั่วไปรู้จัก
หูฟังประเภท IN EAR และติดใจในความมันส์ในการฟังเพลง และขยับขายไปหารุ่นที่สูงกว่า
ความเห็นส่วนตัว ตื่นเต้นดีในครั้งแรกที่สัมผัสเสียงของมัน
ความมันส์ ก็ OK
ความไพเราะ พอใช้
ราคา 300-350 บาท คุ้มค่าน่าลอง
CREATIVE

บริษัทนี้ผลิตอุปกรณ์เกี่ยวกับเสียงหลายประเภท ทั้งหูฟัง การ์ดเสียง ลำโพง
หูฟังตัวแรกที่ได้ลองคือหูที่แถมมากับMUVO SLIM รุ่นบุกเบิก ช่วงนั้นยังวัยรุ่นอยู่เลยติดใจเบสของมัน
และหลังจากนั้นก็หันหลังให้หูฟังโซนี่ และหันมาสนใจยี่ห้อนี้แทน ก็เป็นหูฟังที่คุณภาพดีและหาซื้อง่าย
เด่นที่เบสหนักดี ราคาก็น่าคบ

รุ่นข้างล่างนี่เป็นรุ่นเล็กครับราคาอยูที่ราวๆ 200-300 บาทเสียงใช้ได้เลยทีเดียว
รุ่นถัดมาเป็น EP 480 เสียงใสและมิติกว้างขึ้นครับ ราคาประมาณ 400 บาท

EP 830 รุ่นนี้ปรับปรุงคุณภาพจาก EP 630 ทำให้เสียงฟังสบายขึ้นมีมิติเสียงมากขึ้นาคาอยู่ราวๆ 1900 บาท
EP 630 มาด้วยราคาค่าตัว 1200-1300 บาท ของก็อป 590 บาทเสียงดีในราคาที่พอเหมาะ
เบสหนักฟัง Rock ดี เป็นหูฟังแบบปิดฟังนานๆอาจทำให้มึนได้











วันจันทร์ที่ 27 เมษายน พ.ศ. 2552

GRADO


GRADO เป็นหูฟังที่นักฟังเพลงไม่น้อย ต้องการหามา ไว้ครอบครองสักตัวเนื่องจาก Grado เป็นบริษัทที่ผลิตหูฟังมานาน ขึ้นชื่อในเรื่อง มีความเที่ยงตรงของเสียงสูง เลือกใช้วัสดุในการผลิตที่มีคุณภาพ และเป็นหูฟังที่ประกอบขึ้นด้วยมือทุกชิ้น (เจ้าของบริษัทคุยให้ฟังว่า เราทำมันขึ้นทีละตัวและทดลองฟังมันทุกตัว)
การออกแบบ หูฟังของ Grado ทุกตัวจะออกแบบมาแนวเดียวกันเด๊ะ ที่คลอบหูหุ้มด้วยหนังและตรงฝาครอบ Driver ก็มีลักษณะกลมๆ มนๆมีรหัสของรุ่นแปะไว้ และมีสีสรรต่างกันไปในแต่ละรุ่น ส่วนสีของหูฟังทุกตัวจะอยู่ในโทน ดำ เทา น้ำตาลโดยรวมแล้วมันเป็นหูฟังที่ออกแบบมาได้ คลาสสิคมากๆ
การสวมใส่ ผู้ใช้หลายคนบอกว่ามันแน่นและกระชับดี ก็นึกถึงเวลาที่เราออกแรงกดหูฟังในแนบกับหู เราก็จะรู้สึกว่าได้ยินเสียงชัดขึ้น เบสแน่นขึ้น ซึ่งหูฟังยี่ห้อนี้ไม่ต้องออกแรงกดเลยแต่ต้องออกแรงง้างครับ เพราะมันกดหูพอสมควรซึ่งฟังไปนานๆ มันจะรู้สึกปวดวิธิแก้ของบางคนก็นำมันไปครอบกับหมวกกันน็อคและก็ ถือโอกาสเบิร์นไปด้วยในตัวสัก 200 - 300 ชั่วโมงค่อยเอามาใส่จะรู้สึกดีขึ้นทั้งภาพและเสียงเอ๊ย ..
ใส่สบายขึ้นและเสียงกลมกล่อมมากขึ้น
ราคา ค่าตัวของมันนี่ไม่ถูกเลยครับ รุ่นที่ถูกที่สุด คือ SR60 อยู่
ที่ 2800 บาท รุ่นที่สูงขึ้นมาหน่อยคือ SR 80 อยู่ที่ 3200บาท และรุ่นยอดนิยมและสร้างชื่อเสียงให้กับบริษัท คือ MS 1 ราคา 4190 บาทส่วนรุ่นที่ ราคา 10000 - 25000 ขึ้นไปนี่ไม่ขอพูดถึงนะครับ
สรุปว่า Grado เป็นหูฟังที่ให้เสียงดีมีมิติครบทุกด้าน ไม่เน้นเสียงในด้านใดด้านหนึ่งมากเกินไปงานทำมือ สวยคลาสสิค สำหรับนักฟังเพลงทั่วไปผมขอแนะนำรุ่น SR 60 สำหรับผู้เริ่มต้นและ MS 1 สำหรับผู้ที่ต้องการขยับขยาย โดยมองหาแอมป์หูฟังสักตัวมาช่วยขับ ก็น่าจะเพียงพอแล้วกับการฟังเพลงให้สนุกสนาน ส่วนหูฟังรุ่นที่แพงๆกว่านี้นั้นมันเหมาะสำหรับคนที่ฝึกแยกแยะเสียงมาเพื่อทำงานที่เฉพาะทางมากกว่า









































































































































































วันอาทิตย์ที่ 19 เมษายน พ.ศ. 2552

รู้จัก ก่อนเลือกซื้อ

ขอออกตัวไว้ก่อนนะครับ เพราะตัวผมไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญด้านเสียงอะไรนัก
บทความต่อไปนี้จะเป็นแค่แนะนำให้รู้จัก หูฟังที่น่าสนใจและน่าจะหามาไว้ใช้กัน
เพิ่อเพิ่มอรรถรสในการฟังเพลงที่ดียิ่งขึ้น เพราะแอมป์ในตัวของ IPOD ก็ได้ชื่อว่า
มีคุณภาพเสียง และกำลังขับสูงสามารถขับหูฟังได้เกือบทุกรุ่นที่มีขายโดยที่ ไม่ต้องใช้
แอมป์ช่วย
และเนื่องจากเงินทองเป็นของนอกกาย แต่ก็ไม่ได้หามาง่ายๆ ก่อนจะซื้ออะไรควรคิด
ให้รอบคอบจะ ได้รู้สึกพอใจกับมันจะได้ไม่ต้องเสียตังค์หลายรอบไงครับ
มาเริ่มกันที่ชนิดของหูฟังกันดีกว่า มันแบ่งเป็นกลุ่มตามลักษณะการใช้งานได้ 3 ประเภทดังนี้
- Full-Size
- Semi Full-Size
- Micro-Size

Full-size แน่นอนครับมันมีขนาดใหญ่โต และรุ่น TOP ของมันมีราคาแพงกว่า
ประเภทอื่น โดยอาจจะเป็นหูฟังที่มีลักษณะแบบครอบทั้งใบหู หรือแนบบนใบหูก็เป็นได้
ส่วนมากแล้วหูฟังแบบ Full-Size จะเหมาะสำหรับการใช้งานแบบส่วนตัวและอยู่กับที่
ไม่เหมาะสำหรับการพกพาไปไหนมาไหน เช่นฟังอยู่บ้านหรือหูฟังที่ต้องใช้งานประเภท
Monitor ในห้องบันทึกเสียง บางคนเลือกที่จะเล่นมันแทนเครื่องเสียงขนาดใหญ่
เพราะหูฟังรุ่น TOP กับแอมป์หูฟังดีๆสักตัวราคาจะอยู่ในหลักหมื่นแต่ให้เสียงเหมือน
เครื่องเสียงหลักแสน และก็......... แต่ฟังได้ทีละคนเท่านั้นนะจ๊ะ





ต่อไปก็เป็นหูฟังแบบ Semi Full-size จะเป็นหูฟังที่มีขนาดเล็กกว่า Full-Size พอสมควร สามารถพกพาไปฟังข้างนอกบ้านได้โดยสะดวก เสียงที่ได้ก็ใกล้เคียงกับ Full sizeและหลายๆรุ่นก็มีการออกแบบที่สวยงามเรียกว่าเสียงดีและก็เท่ห์ด้วย




Micro Size เป็นหูฟังที่มีขนาดเล็กลงจาก Full-size 4-5 เท่า เพื่อให้สามารถพกพาได้ง่ายขึ้น และใช้งานได้สะดวกมากยิ่งขึ้น ซึ่งเป็นหูฟังที่มียี่ห้อที่หลากหลายมากที่สุด แต่ก็เป็นหูฟังที่ทำให้มีคุณภาพดีได้ยากที่สุดเช่นเดียวกัน เพราะขนาดของ Driver(ชาวบ้านเรียก ดอกลำโพง) ที่เล็กมาก ทำให้คุณภาพและมิติเสียงด้อยกว่า แบบ Full-Size และ Semi Full-Size ไม่ใช่ว่าหูฟังแบบนี้เสียงไม่ดีไปซะหมดนะครับ แน่นอนมีหลายรุ่นที่ทดลองฟังแล้วแทบหงายหลัง
หูฟังแบบ Micro-Size นั้นสามารถแยกย่อยออกมาได้ 3 ประเภทหลักๆดังนี้
Earbud ( เหน็บหู )
In-Ear ( ยัดหู )
Hybrid ซึ่งเป็นลูกผสมของ In-ear และ Earbud ( คนอื่นมองเห็นเป็นแบบ เหน็บหู แต่คนใส่บอกเหมือนมีอะไรมายัดหู มันทำให้ฉงน จนไม่ค่อยมีคนซื้อมาใช้ )




Earbud หูฟังที่แถมมากับเครื่องเล่นของคุณไงครับส่วนใหญ่เป็นหูฟังประเภทนี้ออกแบบให้ Driver เหน็บอยู่กับใบหูของเราจ่ออยู่ตรงรูหูพอดีทำให้อากาศถ่ายเทได้สะดวกใส่นานๆแล้วไม่ปวดหู















In-Ear (IEM)หูฟังประเภท In-ear นั้น แรกเริ่มเดิมที ถูกออกแบบมาเพื่อให้ใช้งานใน Studio หรือสำหรับนักร้องบนเวที ชื่อเต็มของมันก็คือ IEM หรือ In Ear Monitor นั่นเองการใส่ก็จะมีส่วนประกอบของหูฟังที่เป็นซิลิโคนเสียบเข้าไปในรูหู มีผลทำให้เก็บเสียงได้ดีและป้องกันเสียงรบกวนจากภายนอกเรียกได้ว่าไม่ได้ยินอะไรภายนอก นอกจากเสียงกลืนน้ำลายของตัวเองก็แล้วกัน ข้อดีคือเสียงดีและชัดเจนครับ ข้อเสียถ้ายี่ห้อไหนเสียงไม่ดีใส่แล้วจะมึนหัวมากบริษัทที่ผลิตเจ้าแรกคือ Shure , Westone ครับ





Hybrid การออกแบบก็เหมือนเอาหูฟังแบบ เหน็บหูมาเอาฟองน้ำออกและใส่ซิลิโคนให้มันเสียบเข้าไปในหูของเราแทนและก็มีเสียงเป็นเอกลักษณ์ของตัวเองครับแล้วแต่คนชอบ




ขอพูดถึงหูฟังอีกแบบนึงนะครับคือแบบ Clip-On ที่เรียกแบบนี้ เพราะมีส่วนก้านของหูฟังล๊อคเข้าที่ก้านหู ของเราทั้งสองข้าง ค่อนข้างล๊อคติดแนบแน่นกับหูเราพอสมควร ช่วยให้ไม่หลุดง่าย มีทำออกมาขายไม่ค่อยหลายรุ่นเท่าไรนัก แต่ถึงกระนั้นก็ยังมีตำนานของหูฟังรุ่นนี้เกิดขึ้นมาจนได้ ที่ว่ามานั้นคือยี่ห้อKOSS - KSC35 , KSC75 เป็นหูฟังที่ได้รับความนิยมทั่วโลกและมีคนนำมาโมมากที่สุด จุดเด่นของรุ่นนี้คือ เบสมันส์มากๆและราคาก็อยู่ที่ประมาณ 900 - 1200 เท่านั้น
ถึงตอนนี้มาสรุปรายงานเสียงกันดีกว่าครับ
- Full-Size ไม่ค่อยมีข้อจำกัดในการออกแบบทำให้สามารถสร้างสรรค์เสียงออกมาได้มีมิติและแยกเสียงดนตรีได้ดี ราคาก็สูงตามไปด้วย
- Semi Full-Size เสียงดีอาจใกล้เคียงกับ Full Size แต่ไม่เท่าแต่พกพาง่ายกว่าใส่สบายกว่า
- Micro-Size (ขอเทียบในกลุ่มของตัวเองก็แล้วกันครับ)
- Earbud ( เหน็บหู )เสียงโปร่งสบาย มีมิติเสียงที่ดี แยกชิ้นเครื่องดนตรีได้ดีพอควร ใส่ฟังเพลงได้นาน
- In-Ear ( ยัดหู )เสียงมีความคมชัดมากแยกชิ้นเครื่องดนตรีดี ไม่ค่อยมีมิติหรือ เวทีแคบลงนั่นเอง
- Hybrid ไม่เคยฟังจ๊ะ
- Clip-On เสียงคล้าย Semi Full-Size
- หูแถม เสียงดีพอเหมาะ ฟังเพลงได้ทุกประเภท ประหยัดเงิน
สุดท้ายนี้ตัวกำหนดคุณภาพเสียงที่แท้จริงคือราคาของมันนั่นเองครับEarbud ตัวละ 3000 ย่อมดีกว่า Full size ราคา 1500 ครับ